“SCB” แปลงร่างตั้งโฮลดิ้ง “SCBX” “ยานแม่ฟินเทค” เติบโตแตะ1ล้านล้านบาท

  • 0 Replies
  • 131 Views
*

Fern751

  • *****
  • 1174
    • View Profile

การถูก disrupt จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่น่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบงก์ไทยพาณิชย์ (SCB) ที่ได้ชื่อว่าเป็นธนาคารแห่งแรกของประเทศไทยและครองความยิ่งใหญ่มาร้อยกว่าปีเศษ ซึ่งจำต้องดิ้นรนให้อยู่รอดและเติบโตในโลกธุรกิจใบใหม่ให้ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของการปรับโฉมแปลงร่างใหม่หมดจดจาก SCB ที่เป็นธนาคารแบบดั้งเดิมไปสู่ SCBX ที่ไม่ใช่แค่ธนาคารแต่เป็น “ยานแม่ฟินเทค” มุ่งสู่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค 

ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  นายอาทิตย์ นันทวิทยา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดแถลงข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ไล่เรียงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องปรับตัว กระบวนการปรับเปลี่ยนซื้อหวยออนไลน์ของ SCB สู่ SCBX และเส้นทางธุรกิจในอนาคตที่เชื่อมั่นว่าจะมีความรุ่งโรจน์รออยู่เบื้องหน้า

หากจำกันได้ SCB ได้ปรับลดสาขาและปลดพนักงานลงกว่าครึ่งมาก่อนหน้าเมื่อประมาณ 3 ปีมาแล้ว นั่นเป็นที่ชัดเจนว่าธนาคารในรูปแบบเดิมกำลังหมดอนาคต ถ้อยแถลงของซีอีโอ SCB ชวนมองย้อนให้เห็นแนวโน้มของการถูก disrupt ว่าเริ่มมาเมื่อ 6 ปีก่อน และจะชัดเจนมากในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยประเมินว่า ประมาณปี 2025 การมาถึงของ decentralized finance technology การขยายตัวและการบุกของแพลตฟอร์มระดับโลกเข้าสู่ธุรกิจการเงิน พฤติกรรมของผู้บริโภคหลังโควิด-19 รวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับที่เปลี่ยนไปอย่างมาก จะทำให้รูปแบบการทำธุรกิจในแบบการเป็นตัวกลางเก็บค่าธรรมเนียมของธนาคารแบบดั้งเดิมลดบทบาทลง เพราะไม่สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังใหม่ของลูกค้าได้ ความสำคัญของแบงก์จะลดลงและกระทบต่อมูลค่าธุรกิจในอนาคต

แนวโน้มที่เกิดขึ้น ทำให้ SCB ได้ตั้งโจทย์และเพิ่มศักยภาพตัวเองมาโดยตลอด และตอนนี้ถึงเวลาที่สำคัญที่สุดในการตั้งคำถามแห่งอนาคตว่าในช่วงเวลา 3 ปีจากนี้ที่เข้มข้นที่สุด SCB จะต้องแปลงสภาพตัวเองอย่างไรจึงจะสามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้ผู้ถือหุ้นและผู้บริโภค รวมถึงสามารถเติบโตไปกับโลกใหม่ได้

นั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบที่ว่า SCB จะต้องไม่จำกัดตัวเองอยู่ที่ธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป หากแต่ต้องใช้ความเข้มแข็งทางการเงินของธุรกิจธนาคารปัจจุบันให้เป็นประโยชน์ เร่งขยายธุรกิจเชิงรุกเข้าสู่ธุรกิจการเงินประเภทอื่นที่ตลาดต้องการ และสร้างขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยี รวมถึงการบริหารจัดการแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับโลก เข้าสู่สนามการแข่งขันแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อที่จะอยู่รอดปลอดภัยในอีก 3-5 ปีข้างหน้านี้

เมื่อมองทิศทางธุรกิจในอนาคตแจ่มชัด บอร์ด SCB ได้มีมติเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 เห็นชอบให้จัดประชุมผู้ถือหุ้นวาระพิเศษในเดือนพฤศจิกายน 2564 เพื่อขอความเห็นชอบในประเด็นการจัดตั้งบริษัทใหม่เป็นบริษัทแม่ในชื่อ SCBX ที่ไม่ใช่ธนาคารเท่านั้น แต่เป็นบริษัทลงทุน (Holding Company) มีบทบาทเป็น Tech Company

และยังจะขอมติผู้ถือหุ้น SCB ในการแลกหุ้นเพื่อให้ผู้ถือหุ้น SCB ไปเป็นผู้ถือหุ้น SCBX แทน โดยออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เพื่อแลกเปลี่ยนกับหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของธนาคารในอัตรา 1 หุ้นสามัญ SCB ต่อ 1 หุ้นสามัญ SCBX และ 1 หุ้นบุริมสิทธิ SCB ต่อ 1 หุ้นสามัญ SCBX การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2565 จากนั้นจะนำ SCBX ไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเพิกถอนหุ้น SCB ออกจากตลาด โดย SCBX จะกลายเป็นผู้ถือหุ้น SCB แทน

นอกจากนี้ บอร์ดมีมติให้เสนอผู้ถือหุ้น SCB เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 70,000 ล้านบาท โดยสัดส่วน 70% จะใช้ในการทำเรื่องการโอนธุรกิจ จัดตั้งบริษัทใหม่ และการลงทุนใหม่ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจการและการเติบโตในอนาคต ส่วนอีก 30% ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและจ่ายเงินปันผลในรอบปี 2565

 การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจในภาพรวมผ่านการจัดตั้งบริษัทใหม่ที่ธนาคารเรียกว่าเป็น “ยานแม่” หรือ “Mother hood” ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นการปลดล็อกข้อจำกัดจากกฎระเบียบแบบเดิมที่ธนาคารทำไม่ได้ ทำให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้น และสามารถลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่ต่อยอดการเติบโตได้ 

สำหรับกลยุทธ์เสริมความแข็งแกร่งธนาคารควบคู่ไปกับการสร้างธุรกิจใหม่สำหรับอนาคตนั้น ในส่วนของธนาคารจะมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับการปรับลดกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปให้มากที่สุดในทุกช่องทาง

ส่วนการแปลงสภาพธนาคารในความหมายใหม่ให้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินที่มีธุรกิจธนาคารที่แข็งแรงขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม จะขยายเข้าสู่ธุรกิจการเงินส่วนบุคคลที่มีการเติบโตสูงที่ธนาคารไม่สามารถตอบสนองได้ โดยแต่ละธุรกิจ SCB จะร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศ และระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่งที่จะเริ่มเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้

อีกทั้งยังจะยกระดับขีดความสามารถของกลุ่มในการสามารถสร้างและบริหารจัดการแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลังจากนำร่องด้วย “โรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรี” เป็นโครงการแรก เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลก และสร้างขีดความสามารถของบุคลากรด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากการก่อตั้งบริษัท “SCB Tech X” และบริษัท “Data X” ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างขีดความสามารถพื้นฐานด้านเทคโนโลยีภายในที่จะสามารถสร้างและ scale platform ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

นอกจากนั้น SCB จะขยายเข้าสู่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับโลกเพื่อเข้าสู่โลกการเงินแห่งอนาคตผ่าน SCB 10X และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) โดยการร่วมลงทุนและเป็นพันธมิตรกองทุนระดับโลก และการพัฒนาธุรกิจ digital asset ด้านต่างๆ ใน business model ใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กลุ่มในระยะยาว

การต่อยอดการเติบโตของธุรกิจภายใต้การดำเนินการของ SCBX จะมีการนำธุรกิจในเครือของ SCB เข้าไปจัดตั้งบริษัทย่อยต่างๆราว 15-16 บริษัท เพื่อให้มีการบริหารงานที่คล่องตัวมากขึ้น และสามารถรุกขยายธุรกิจได้อย่างเต็มที่

หากขมวดการจัดทัพกลุ่มธุรกิจใหม่ภายใต้ SCBX ของสื่อบางสำนัก จะแยกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่ม Cash Cow คือ ธุรกิจธนาคาร SCB ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ SCBX เป็นกลุ่มสร้างผลกำไรที่ดีและสนับสนุนเงินทุนให้ SCBX ลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ รวมทั้งธุรกิจการเงินอื่นๆ เช่น ธนาคารในกัมพูชา, เมียนมา, บริษัทบริหารสินทรัพย์ รัชโยธิน, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM), SCB Protect , ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์, ไทยพาณิชย์พลัส

ส่วนอีกกลุ่มจะเป็นกลุ่ม New Growth กลุ่มธุรกิจแฟลกชิปผลักดันการเติบโต เพิ่มมูลค่าธุรกิจที่เข้าไปลงทุนด้าน Digital Asset และ Digital Platforms โดยแยกเป็น กลุ่ม Consumer Finance และ Digital Financial เช่นการจัดตั้งบริษัทออโต้ เอกซ์, บริษัทคาร์ด เอกซ์, บริษัทบริหารสินทรัพย์ คาร์ด เอกซ์ และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์

และกลุ่ม Digital Platforms และ Technology Services ประกอบด้วย บริษัทเพอร์เพิล เวนเจอร์ส, บริษัท เอสซีบี เทคเอกซ์, บริษัทดิจิทัล เวนเจอร์ส, บริษัทโทเคน เอกซ์, บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์, บริษัท เอสซีบี อบาคัส , บริษัท มันนิกซ์, บริษัท เอไอเอสซีบี, บริษัทร่วมทุน AIS และบริษัทร่วมทุนเครือซีพี SCB-CP

หากดูโครงสร้างธุรกิจในกลุ่ม New Growth ส่วนหนึ่งจะมาจากการโอนธุรกิจที่อยู่กับ SCB แตกเป็นบริษัทลูก เช่น Card X รับโอนธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล Auto X ธุรกิจสินเชื่อรถ ลิสซิ่ง, กลุ่มธุรกิจเดิมที่ SCB ถือหุ้นอยู่แล้วด้าน Digital Asset ผ่านบริษัท SCB 10X ธุรกิจแพลตฟอร์ม Food Delivery ผ่านบริษัท Purple Ventures ธุรกิจหลักทรัพย์ ดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน SCB security ซึ่งเป็นเรือธงในกลุ่มธุรกิจสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

รวมถึงการลงทุนร่วมกับพาร์ทเนอร์ AIS จัดตั้ง AISCB เพื่อให้บริการด้านการเงินดิจิทัล เช่น บริการด้านสินเชื่อ (digital lending) และบริการทางการเงินอื่นๆ และการร่วมทุนกับ MGC Group ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ จัดตั้ง Alpha X บริการธุรกิจให้เช่าซื้อ ลิสซิ่ง และให้สินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์ รถจักรยานยนต์ (Big Bike) เรือยอชต์ และ River Boat รวมทั้งการร่วมทุนเครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดตั้งกองทุน Venture Capital ขนาด 600-800 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินในด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีบล็อกเชน Decentralized Finance ตลอดจนเทคโนโลยีที่เกิดใหม่อื่นๆ

ส่วนรูปแบบการลงทุนของ SCBX จะขยายเข้าสู่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับโลกเพื่อเข้าสู่โลกการเงินแห่งอนาคตผ่าน SCB 10X และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) โดยการร่วมลงทุนและเป็นพันธมิตรกองทุนระดับโลก และการพัฒนาธุรกิจ digital asset ด้านต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ SCBX แม้ว่าจะเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ แต่ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีธุรกิจในเครือที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเงิน และในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ลูกค้ายังคงใช้บริการเงินฝาก สินเชื่อ และบริการอื่นๆ ยังคงให้บริการลูกค้าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับการปรับโครงสร้างธุรกิจมาเป็น SCBX ตามแผนงาน 5 ปีที่ตั้งไว้ถึงปี 2568 ตั้งเป้าขึ้นเป็นบริษัทในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ซึ่งจะครอบคลุมการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 200 ล้านราย สามารถผลักดันการเติบโตของผลการดำเนินงานได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และผลักดันมูลค่าหลักทรัพย์ในตลาด (Market Cap) ของ SCBX แตะ 1 ล้านล้านบาท

 “ภายในเราเรียกว่าว่าการ Re-imagine เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดของการเป็นธนาคาร ทำให้เราสามารถก้าวไปสุ่การเติบโตในโลกยุคใหม่ได้ สามารถขึ้นเป็นบริษัทระดับ Reginal และ International สร้างการเติบโตของ Earning ที่มีคุณภาพ เป็นก้าวใหม่ของ SCB ที่จะเดินหน้าปรับเปลี่ยนเพื่อการเติบโตในอนาคต” นายอาทิตย์ กล่าวทิ้งท้าย.